เรื่องลี้ลับ…ตำนานศาลหลักเมือง

 

ตามประเพณีไทยแต่โบราณมา เมื่อจะมีการสร้างเมืองใหม่ขึ้น ณ ที่ใดก็ตามสิ่งที่จะต้องทำเป็นประการแรกก็คือ หาฤกษ์ยามอันดี สำหรับฝังเสาหลักเมือง แล้วหลังจากนั้นจึงจะดำเนินการสร้างบ้านสร้างเมืองกันต่อไป เสาหลักเมืองที่ได้รับการฝังไว้เป็นปฐมนั้น ไม่ว่าที่เมืองไหนๆ ก็ตามเมื่อสร้างเมืองเสร็จแล้วก็มักจะเป็นที่เคารพบูชาของชาวเมืองนั้นๆ ตลอดไป รวมทั้งชาวเมืองอื่นๆ ที่พากันเดินทางมายังเมืองนั้นๆ ก็มักจะต้องแวะไหว้เสาหลักเมืองหรือเจ้าพ่อหลักเมืองกันจนถือเป็นประเพณี

 

เจ้าพ่อหลักเมืองในหลายๆ จังหวัดของไทย ก็มีเรื่องราวเล่าลือถึงอภินิหารความศักดิ์สิทธิ์กันมากมาย ทำให้เป็นที่เคารพบูชาของผู้คนมากขึ้น ปัญหาที่น่ารู้ก็คือเสาหลักเมืองคืออะไร? เป็นประเพณีโบราณมาแต่ครั้งไหนที่จำเป็นจะต้องตั้งเสาหลักเมืองก่อนจะมีการลงมือสร้างเมืองใหม่? สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย ทรงอธิบายเรื่องเสาหลักเมืองไว้ในหนังสือวงวรรณคดี ฉบับเดือนเมษายน พ.ศ. 2491 ตอนหนึ่งว่า

 

“หลักเมือง” เป็นประเพณีพราหมณ์มีมาแต่อินเดีย ไทยตั้งเสาหลักเมืองขึ้นตามธรรมเนียมพราหมณ์ ที่จะเกิดหลักเมืองนั้น คงจะเป็นด้วยประชุมชน ประชุมชนนั้นต่างกันที่อยู่เป็นหมู่บ้านก็มี หมู่บ้านหลายๆ หมู่รวมกันเป็นตำบล ตำบลตั้งขึ้นเป็นอำเภอ อำเภอนั้นเดิมเรียกว่าเมือง เมืองหลายๆ เมืองรวมเป็นเมืองใหญ่ๆ เมืองใหญ่ๆ หลายๆ เมืองรวมเป็นมหานคร คือเมืองมหานครตัวอย่างหลักเมืองเก่าแก่ที่สุดในยามประเทศนี้ก็คือ หลักเมืองศรีเทพในแถบเพชรบูรณ์ ทำด้วยศิลาจารึกอยู่ในพิพิธภัณฑ์สถานบัดนี้ เรียกเป็นภาษาอินเดียในสันสกฤตว่า “ขีล” (แปลว่า เสาหรือตะปู) เป็นมคธว่า “อินทขีล” แปลว่า “เสาหรือตะปูของพระอินทร์ (หรือผู้เป็นใหญ่)”

 

เสาหลักเมือง กรุงเทพฯ
หลักเมืองศรีเทพทำเป็นรูปตาปูหัวเห็ด หลักเมืองชั้นหลังคงทำด้วยหินบ้างไม้บ้าง เสาหลักเมืองที่กรุงเทพฯ ทำด้วยไม้ ได้ตั้งพิธียกเสาหลักเมือง เมื่อวันอาทิตย์ เดือน 6 ขึ้น 10 ค่ำ ฤกษ์ เวลาย่ำรุ่งแล้ว 54 นาที ตรงกับปีขาลจัตวาศก จุลศักราช 1144 พ.ศ. 2325 หลักเมืองนี้ เดิมทีมีหลังคาเป็นรูปศาลา มาถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงก่อสร้างและปรับปรุงถาวรวัตถุต่าง ๆ โปรดฯ ให้ยกยอดปรางค์ต่าง ๆ ตามแบบอย่างศาลที่กรุงเก่า และที่ศาลเสื้อเมือง ทรงเมือง ศาลพระกาฬและศาลเจตคุปต์ เดิมหลังคาเป็นศาลา ก็โปรดฯ ให้ก่อปรางค์เหมือนศาลเจ้าหลักเมือง…”

 

นี่คือความรู้เรื่องเสาหลักเมือง ซึ่งจากพระราชนิพนธ์นี้ทำให้เราทราบว่า ประเพณีการตั้งเสาหลักเมืองก่อนจะเริ่มลงมือสร้างเมืองนั้น มาจากประเพณีพราหมณ์ ซึ่งรุ่งเรืองอยู่ในชมพูทวีปหรือบริเวณประเทศอินเดียในปัจจุบัน แล้วประเพณีพราหมณ์นี้เองได้แพร่เข้ามาในแหลมทอง เพราะการเดินทางค้าขายของพ่อค้าชาวอินเดียในสมัยโบราณ โดยพราหมณ์มาตั้งรากฐานวัฒนธรรมที่เมืองนครศรีธรรมราชอันเป็นเมืองใหญ่และสำคัญของภาคใต้ในสมัยนั้น จนกระทั่งประเพณีพราหมณ์เผยแพร่ขึ้นมาสู่เมืองสุโขทัยและเจริญรุ่งเรืองสืบต่อมาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา แม้แต่ในสมัยปัจจุบันนี้ก็ตาม ประเพณีพราหมณ์หลายอย่างก็เป็นพิธีที่นับเนื่องอยู่ในการพระราชพิธีต่าง ๆ

 

ศาสนาพราหมณ์ หรือ ศาสนาฮินดู นี้ ได้เจริญรุ่งเรืองมาก่อนพระพุทธศาสนา ครั้นสมัยต่อมาเมื่อพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองในชมพูทวีปนั้น พิธีทางศาสนาก็ปะปนกันระหว่างศาสนาพราหมณ์และพระพุทธศาสนา จนเมื่อชาวไทยเราซึ่งนับถือพระพุทธศาสนา ก็ยังรับพิธีพราหมณ์หลายอย่างมาปฏิบัติปะปนกัน แต่ถ้าใครเข้าใจความแตกต่างระหว่างทั้งสองศาสนา ก็จะแยกออกว่าอันใดเป็นพุทธอันใด เป็นพราหมณ์ที่เห็นได้อย่างชัดเจนที่สุดก็คือการตั้งศาลพระภูมิ ในอาณาเขตของบ้านนั่นเอง สิ่งนี้ก็เป็นประเพณีพราหมณ์ ไม่มีในพระพุทธศาสนา ฉะนั้นจึงจะพบว่าตามบ้านเรือนของผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัดนั้นจะไม่ตั้งศาลพระภูมิในบ้านเลย

 

ความจริงหากจะพิจารณากันแล้ว การตั้งศาลพระภูมิในเขตบ้าน ก็คล้ายๆ กับการตั้งเสาหลักเมือง เมื่อจะมีการสร้างเมืองขึ้นใหม่นั่นเอง ถึงแม้ว่าธรรมเนียมการตั้งเสาหลักเมือง จะเป็นพิธีทางศาสนาพราหมณ์ก็ตามที แต่ชาวไทยเราก็ได้ปฏิบัติกันมาจนแทบจะกลายเป็นประเพณีไทยไปแล้ว ดังจะเห็นว่าเมื่อแรกจะสร้างกรุงศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ. 1893 นั้น สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรือ พระเจ้าอู่ทอง ก็โปรดฯ ให้มีพิธีกลบบัตรสุมเพลิงเพื่อตั้งเสาหลักเมือง และในการขุดดินปฐมฤกษ์ตรงใต้ต้นหมันนั่นเอง พราหมณ์ผู้ประกอบพิธีขุดพบหอยสังข์สีขาว จึงถือเป็นมงคลและได้ถือหอยสังข์กับปราสาทและต้นหมัน เป็นสัญลักษณ์ของกรุงศรีอยุธยาเรื่อยมาจนกระทั่งทุกวันนี้

 

ในพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ฉบับหอสมุดแห่งชาติ ก็เล่าเรื่องราวที่ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงสถาปนากรุงเทพฯ ขึ้นเป็นนครหลวงแห่งใหม่ ก็ได้กล่าวถึงการตั้งเสาหลักเมืองกรุงเทพฯ ไว้ตอนหนึ่งว่า

 

“…จึงดำรัสสั่งให้พระยาธรรมาธิกรณ์ กับ พระยาวิจิตรนาวี เป็นแม่กองคุมช่างและบ่าวไพร่ ไปกะที่สร้างพระนครใหม่ข้างฝั่งตะวันออก ได้ตั้งพิธียกเสาหลักเมือง ณ วันอาทิตย์เดือนหกขึ้นสิบค่ำ ฤกษ์เพลาย่ำรุ่งแล้ว 54 นาที่…”

 

ในการตั้งเสาหลักเมืองของไทยทุกเมืองนั้น มิใช่ว่าจะเป็นเพียงเสาหลักเมืองหรือเสาไม้ เสาหิน ธรรมดาต้นหนึ่งเท่านั้นก็หาไม่ แต่ความจริงนั้นในปลายเสาหลักเมือง ซึ่งมักจะทำเป็นหัวเม็ดทรงมัณฑ์นั้น เขาจะบรรจุดวงชะตาของเมืองที่จะสร้างขึ้นใหม่ไว้ด้วย การวางชะตาเมืองนี้เป็นเรื่องสำคัญทีเดียว ซึ่งโหรหลวงจะต้องผูกชะตาเมืองถวาย พร้อมกับทำนายเหตุการณ์บ้านเมืองล่วงหน้าได้

 

มีเรื่องเล่ากันมาว่าเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดฯ ให้โหรผูกชะตาเมืองกรุงเทพฯ ที่จะสร้างขึ้นใหม่นั้น โหรหลวงได้ทูลเกล้าฯ ถวายดวงเมือง 2 แบบคือดวงเมืองแบบหนึ่ง บ้างเมืองจะเจริญรุ่งเรือง ไม่มีเหตุวุ่นวาย แต่ทว่าจะต้องมีอยู่ระยะหนึ่ง ที่ประเทศไทยต้องตกเป็นเมืองขึ้นของต่างชาติ ส่วนอีกดวงเมืองหนึ่งนั้นประเทศไทยจะมีแต่เรื่องยุ่งวุ่นวายไม่มีที่สิ้นสุด แต่ทว่าจะสามารถรักษาเอกราชได้ตลอดไป ปรากฏว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงเลือกดวงเมืองตามแบบหลัง เพราะพระองค์คงจะทรงเห็นว่าการที่จะต้องตกไปเป็นเมืองขึ้นของชาติอื่นนั้น แม้บ้านเมืองจะเจริญรุ่งเรืองแค่ไหนก็ไม่ความหมายอันใด เมื่อสิ้นความเป็นไทย

 

ศาลหลักเมือง กรุงเทพฯ
เป็นเรื่องน่ามหัศจรรย์อยู่ไม่น้อย ที่ในสมัยในรัชกาลที่ 4 – 5 นั้น บ้านเมืองต่าง ๆ โดยรอบประเทศไทย ไม่ว่าลาว เขมร พม่า มลายู ต่างตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสและอังกฤษจนหมดสิ้น แม้แต่ประเทศใหญ่อย่างอินเดีย ก็ยังตกเป็นของอังกฤษ มีแต่ประเทศไทยเพียงประเทศเดียวเท่านั้นที่รักษาเอกราช คงความเป็นไทมาได้ (แต่ก็อย่าเพิ่งลำพองใจนะครับ ถึงไม่เป็นเมืองขึ้นของฝรั่งทางกายภาพ แต่ขณะนี้ไทยเราเป็นเมืองขึ้นทางวัฒนธรรมของฝรั่งเกือบ 70 – 80 เปอร์เซ็นต์แล้ว)

 

เรื่องนี้อาจจะเนื่องมาจากดวงเมืองของกรุงเทพฯ ที่บรรจุอยู่ ณ ปลายเสาหลักเมืองก็เป็นได้? สำหรับเสาหลักเมืองกรุงเทพฯ นั้นเสาเดิมจะเป็นอย่างไรก็คงไม่มีใครเคยเห็น เพราะเหตุว่าได้มีการเปลี่ยนเสาหลักเมืองกรุงเทพฯ กันครั้งหนึ่ง เมื่อสมัยรัชกาลที่ 4 ด้วยเสาหลักเมืองเดิมนั้นผุพังหมดสภาพไปนั่นเอง เสาหลักเมืองที่เปลี่ยนใหม่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนี้ ทำด้วยไม้ชัยพฤกษ์ต้นใหญ่มาก คือมีเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 30 นิ้ว สูง 108 นิ้ว ตรงปลายเสาทำเป็นรูปหัวเม็ดทรงมัณฑ์ บรรจุดวงชะตาของกรุงเทพฯ ไว้ภายใน

 

แต่ทุกวันนี้จะไปหาดูเนื้อไม้สักนิดก็ไม่เห็น เพราะประชาชนผู้เคารพสักการะเสาหลักเมืองนั้น ได้พากันปิดทองคำเปลว จนกระทั่งเสาหลักเมืองอร่ามเรืองเป็นสีทอง ราวกับหล่อด้วยทองคำทั้งแท่งทีเดียว เป็นการแสดงให้เห็นว่าเสาหลักเมืองกรุงเทพฯ นั้น เป็นที่เคารพสักการะของผู้คนมากเพียงไร? (ส่วนมากเคารพกัน ก็มุ่งโชคลาง หรือขอสิ่งที่ตนปรารถนาเท่านั้น น้อยคนนักจะเคารพด้วยระลึกถึงคุณงามความดีของบรรพบุรุษ) เรื่องของการตั้งเสาหลักเมืองเรื่องหนึ่ง ซึ่งผู้เฒ่าผู้แก่มักจะเล่ากันมาอยู่เสมอว่า เพื่อให้หลักเมืองศักดิ์สิทธิ์และเฮี้ยน มักจะมีการนำคนมาฝังทั้งเป็นพร้อมกับการตั้งเสาหลักเมืองด้วย (เหมือนกับประเพณีบูชายันต์ของศาสนาพราหมณ์ในอดีต ที่ให้ฆ่าสัตว์เป็นๆ 10 ชนิด มี เด็กผู้ชาย เด็กผู้หญิง ช้าง ม้า ฯลฯ บูชายันต์ ซึ่งพระพุทธศาสนาสอนให้เลิกพิธีแบบนี้ หันมาพระราชทานสิ่งของดีกว่า – ดูในพระไตรปิฎก มีหลายสูตร) ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องเก่าแก่ที่เล่ากันมาแพร่หลายจริงๆ ไม่แต่เสาหลักเมืองกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงเสาหลักเมืองในเมืองอื่น ๆ ของไทยอีกด้วย

 

 

เสาหลักเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์
ที่มีเรื่องเล่าว่านำสามเณร ชื่อ มั่น และ คง มาฝังทั้งเป็นพร้อมกับการตั้งเสา อย่างเช่นเรื่องราวของการตั้งเสาหลักเมืองที่เพชรบูรณ์ เล่ากันมาว่าก่อนจะตั้งเสาหลักเมืองนั้น เจ้าเมืองได้ป่าวร้องหาคนที่ชื่อ มั่น และ คง เพื่อจะนำตัวมาฝังพร้อมกับเสาหลักเมืองเพชรบูรณ์ ปรากฏว่าไปเจอสามเณรพี่น้องสององค์ชื่อมั่นและคงตามที่ต้องการพอดี จึงให้นำสามเณรมั่นและสามเณรคง มาฝังทั้งเป็นพร้อมกับการตั้งเสาหลักเมืองเพชรบูรณ์ เพื่อให้บ้านเมืองมั่นคงตามเคล็ดที่เชื่อถือกันมาแต่โบราณเรื่องนี้จะเท็จจริงประการใดไม่ขอยืนยัน เพราะเป็นตำนานเก่าแก่ที่ชาวเมืองเพชรบูรณ์เล่าสืบกันมา แต่ก็น่าแปลกที่ว่าศาล หลักเมืองจังหวัดเพชรบูรณ์ในทุกวันนี้ ทำเป็นสองหลังแฝดติดกัน เพื่อให้ตรงกับตำนานที่เล่ามาถึงสามเณรมั่นและสามเณรคงนั่นเอง

 

ในปัจจุบันนี้ เสาหลักเมือง มักจะเป็นที่บนบานศาลกล่าว ใครปรารถนาหรือต้องการอะไร ก็ไปบนกับเจ้าพ่อหลักเมือง เมื่อสมปรารถนาแล้วก็ไปแก้บน อย่างที่เห็นอยู่ที่ศาลหลักเมืองกรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัด ก็มีการแก้บนกันทุกวัน ทั้งด้วยหัวหมู บายศรี ของคาวหวาน และละครชาตรี หรือในต่างจังหวัดนั้นนิยมบนบานถวายพาหนะให้เจ้าพ่อหลักเมือง เมื่อสมคิดแล้วก็นำช้างไม้บ้าง ม้าไม้บ้าง ไปถวายเจ้าพ่อหลักเมืองเต็มศาลไปหมด อย่างเช่น ศาลหลักเมืองจันทบุรี ก็มีช้างไม้ขนาดใหญ่น้อยเรียงรายอยู่เต็มหน้าศาลทีเดียว

 

เรื่องราวเสาหลักเมือง ถึงจะเริ่มมาจากประเพณีพราหมณ์ก็ตาม แต่สำหรับทุกวันนี้ ทุกเมืองของไทยต่างก็มีเสาหลักเมืองประจำเมือง เป็นที่เคารพของชาวเมืองทั่วไป การได้รู้เรื่องราวความเป็นมาของเสาหลักเมืองไว้บ้าง ก็คงไม่ใช่เรื่องเสียอะไร? แต่ก็อยากจะให้ทุกคนระลึกถึงคุณูปการที่บรรพบุรุษท่านสามารถสร้างบ้านสร้างเมืองให้พวกเราอยู่จนทุกวันนี้ มากกว่าที่จะบนบานศาลกล่าวขออะไรต่อมิอะไรตามปรารถนา (ซึ่งเสาหลักเมืองก็คงจะบันดาลอะไรให้ไม่ได้ คงเป็นบุญเก่าของคนแต่ละคนมากกว่า ถ้าบันดาลให้ได้ก็คงจะไม่มีคนจน ประเทศไทยคงรวยกันหมดทุกคน) และโกงกินบ้านกินเมืองของท่านเสียหมด ควรจะช่วยกันทำนุบำรุงไว้ให้อนุชนรุ่นหลังสืบต่อไป

 

Cr…http://storyofsiam.blogspot.com