เรื่องลี้ลับ…ถ้ำลี้ลับ

ถ้ำแห่งนี้เป็นถ้ำในอำเภอแห่งหนึ่ง เป็นอำเภอเล็กๆ ที่ไม่ได้มีพื้นที่กว้างใหญ่อะไรมากนัก แอดมินได้ฟังมาจากผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ซึ่งท่านได้เล่าให้แอดมินฟังว่า…

 

ถ้ำแห่งนี้ตั้งอยู่บนภูเขาลูกหนึ่งซึ่งมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก ในช่วงนั้นท่านเองก็ไม่ได้สนใจฟังเรื่องราวของถ้ำนี้มากนัก ซึ่งท่านก็เล่าเท่าที่ท่านจำได้ว่า มีลุงอยู่ท่านหนึ่ง ชื่อ เปี่อย หากตอนนี้ท่านยังมีชีวิตอยู่ก็น่าจะอายุราว 150 กว่าปีได้ ท่านได้เล่าให้ฟังว่า ลุงเปื่อยแกเคยฟังจากผู้ใหญ่ว่าภายในถ้ำแห่งนั้นมีสิ่งของโบราณมากมายภายในถ้ำ และมีงูตัวใหญ่ที่อาศัยอยู่เพื่อเฝ้าสิ่งของเครื่องใช้เหล่านั้น และภายนอกถ้ำเองก็ยังมีอีกาดำสองตัวที่เล่าต่อๆ กันมาว่าเป็นผู้ที่คอยเฝ้าสมบัติภายในถ้ำเช่นเดียวกับงู

 

ลุงเปี่อยแกต้องการพิสูจน์คำเล่าลือจึงได้ลงไปสำรวจในถ้ำ การจะลงไปในถ้ำนั้นยากลำบากมาก ทางเข้านั้นเป็นปล่องลึกลงไปในภูเขา ต้องใช้เชือกห้อยโรยตัวลงไป แถมภายในถ้ำยังมืดสนิท ไม่มีแม้แต่แสงสว่างเล็ดลอดเข้าไปได้ ในถ้ำมีของสิ่งของเครื่องใช้โบราณมากมาย (สมัยตอนที่ลุงเปี่อยเล่า ยังบอกว่าสิ่งของเหล่านั้นโบราณ แล้วปัจจุบันนี้สิ่งของเหล่านั้นคงจะโบราณมากขนาดไหน) ไม่ว่าจะเป็น ถ้วย ชาม ไห มีด ช้อน และ ดาบต่างๆ ถูกวางกระจัดกระจายทั่วภายในถ้ำ ลุงเปี่อยเดินสำรวจบริเวณรอบๆ แต่ภายในถ้ำมีทางแยกมากมาย เป็นโพรงน้อยใหญ่ ซึ่งบางโพรงก็ไม่อาจสามารถมุดลอดเข้าไปได้นอกจากสัตว์ตัวเล็กๆ เช่นหนู กระรอกหรืองู

 

เมื่อลุงเปี่อยออกจากถ้ำแล้ว ก็ได้นำเรื่องราวที่พบเห็นกลับไปเล่าให้ชาวบ้านฟัง ในตอนนั้นลุงเปี่อยเล่าถึงสิ่งที่พบเห็นบางคนก็เชื่อที่แกพูดบ้างก็ไม่เชื่อ บ้างก็ล้อลุงเปี่อยว่าหากมีสิ่งของโบราณจริงทำไมไม่หยิบออกมาสักชิ้นสองชิ้น ถ้ำแห่งนั้นอยู่มานานหลายชั่วอายุแล้วแต่ก็ไม่ค่อยมีใครลงไปสำรวจเพราะทางเข้าออกลงไปอย่างยากลำบาก ทำให้นานๆ จะมีผู้ที่กล้าลงไปเช่นลุงเปี่อย

 

หลังจากลุงเปี่อยเล่าถึงสิ่งที่พบเห็น ได้มีคนที่กล้าอีกหลายกลุ่มลงไปพิสูจน์และได้เห็นกับตาว่าภายในถ้ำมีสิ่งของเครื่องใช้โบราณวางกระจัดกระจายอยู่จริง เมื่อเดินสำรวจเส้นทางภายในถ้ำก็มีทางแยกมากมาย เหมือนเช่นที่ลุงเปี่อยเล่าไม่มีผิด ไม่รู้จะสำรวจเส้นทางไหน บางคนบางกลุ่มตัดสินใจเดินสำรวจแต่ละเส้นทางแล้วนำมาพูดคุยกัน ว่าเส้นทางแต่ละทางนั้น บ้างก็เป็นทางตัน บ้างก็เป็นเส้นทางที่เดินไปเรื่อยๆ ไม่รู้ไปสิ้นสุดที่ไหน จึงตัดสินใจที่จะหันหลังกลับและไม่สำรวจต่อ เมื่อเป็นที่พิสูจน์แล้วว่าสิ่งที่ลุงเปี่อยพูดเป็นเรื่องจริง ทุกคนก็คิดว่าสิ่งของเครื่องใช้เหล่านั้นมาจากไหน หรืออาจจะเป็นของบรรพบุรุษทิ้งไว้

 

เมื่อเรื่องราวเป็นที่พูดคุยไปทั่วก็ได้มีคนลงไปในถ้ำมากมาย และบางคนที่ละโมภโลภมากก็แอบหยิบสิ่งของเครื่องใช้เหล่านั้นติดตัวมา ครั้นพอลุงเปี่อยลงไปสำรวจอีกครั้ง แกบอกว่าครั้งนี้จะเดินสำรวจทุกช่องทางที่พอจะไปได้ แต่พอลงไปคราวนี้แกได้เห็นงูเหลือมตัวใหญ่มหึมาอยู่ตรงหน้าแก ตอนนั้นลุงเปี่อยเล่าว่าคงไม่มีชีวิตรอดกลับออกไปเป็นแน่ เพราะหากจะวิ่งหนีก็คงไม่ทัน ปีนออกนอกถ้ำก็คงไม่ทันเช่นกัน แกได้แต่ยืนอยู่นิ่งๆ ทำใจและนึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ นึกถึงบุญบารมีที่เคยทำไว้ สักพักงูเหลือมก็เลื่อยผ่านหน้าแกไปเข้าไปในช่องแคบๆ ที่คนไม่สามารถเข้าไปได้ ลุงเปี่อยแกเล่าให้ผู้ใหญ่ที่แอดมินรู้จักว่าแกออกจากถ้ำทันทีและไม่คิดที่จะลงไปอีก เพราะแกกลัวว่าจะไม่ได้กลับขึ้นมาอีกเลย

 

ผู้ใหญ่ท่านนั้นก็เล่าให้ฟังต่อว่า ไม่นานหลังจากที่ลงเปื่อยกลับขึ้นมาจากถ้ำ ปากถ้ำแห่งนั้นจู่ๆ ก็ปิดลง แต่ก็ยังพอมีทางให้ลอดเข้าไปได้อยู่ จนกระทั่งวันหนึ่งมีลุงท่านหนึ่งได้ไปผูกคอตายภายในถ้ำ และเมื่อนำศพออกมาไม่นานเท่าไหร่ ปากถ้ำก็ปิดตัวลงถาวรมาจนถึงทุกวันนี้ ถามว่าแอดมินเชื่อเรื่องราวเหล่านี้ไหม แอดมินไม่หลบหลู่แต่ก็ยังไม่เชื่อเต็มร้อยเพราะเรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมาเป็นทอดๆ มักจะผิดเพี้ยนไปจากเรื่องจริง แต่ถ้ำที่ลุงเปื่อยลงไปสำรวจนั้นมีอยู่จริงเพราะเป็นถ้ำในอำเภอที่แอดมินอาศัยอยู่ตั้งแต่เด็กๆ และแม่ของแอดมินก็บอกว่าถ้ำนั้นมีอยู่จริงเช่นกัน แต่สิ่งของเครื่องใช้โบราณจะมีจริงหรือไม่ไม่มีใครพิสูนจ์ได้ และถ้ามีจริงแล้วมาจากไหนก็ไม่มีใครรู้ เนื่องจากคนที่รู้และเห็น ณ ปัจจุบันได้เสียชีวิตลงหมดแล้ว

 

By…หัวกลม