เรื่องลี้ลับ…ปริศนาเมืองลับแล

 

ลับแลนครหรือเมืองลับแลจัดเป็นเมืองอาถรรพณ์ที่มีภพภูมิอยู่ในโลกมนุษย์ เพียงแต่ว่าอยู่ในอีกมิติหนึ่งเท่านั้น ชีวิตการเป็นอยู่ของผู้คนก็เหมือน ๆ กับโลกมนุษย์เรา มีครอบครัวมีหมู่ญาติ มีสังคมชุมชน กฏระเบียบในการอยู่ร่วมกัน มีอารยธรรมเฉพาะซึ่งโลกภายนอกไม่อาจเข้าถึงได้ ซึ่งเป็นสังคมของคนโบราณที่ถูกปิดบังซ่อนเร้นไว้ด้วยมิติเร้นลับ

 

และถึงแม้พวกเขาบางคนออกมาจากมิติแห่งเมืองลับแลได้ก็ต้องถูกพลังอำนาจลึกลับดึงตัวกลับไปเมื่อถึงเวลา ซึ่งก็คล้าย ๆ กับประตูมิติแห่งกาลเวลาที่เปิดให้เข้า-ออกระหว่างโลกมนุษย์และเมืองลับแลนั่นเอง เชื่อกันว่าหากชาวลับแลคนใดออกมานอกเขตเมืองเกินกำหนดเวลาแล้วกลับเข้าไปไม่ทันเวลา ร่างกายของพวกเขาก็จะสูญสลายอย่างรวดเร็ว โดยเริ่มจากผิวหนังที่เหี่ยวย่น ผมหงอกขาวและเปลี่ยนสภาพกลายเป็นคนแก่ชราที่มีอายุเป็นร้อย ๆ ปีและตายไปในที่สุด

 

เรื่องเมืองลับแลนี้ท่านพระอาจารย์ท่อน ญาณธโร แห่งวัดป่าศรีอภัยวัน อำเภอเมือง จังหวัดเลย ท่านเคยเล่าเรื่องเมืองบังบดหรือเมืองลับแลไว้ เมือตอนที่ท่านเดินธุดงค์ไปพักอยู่ที่ภูเวียงนั้น ท่านได้มีโอกาสได้พบกับชาวเมืองลับแลด้วยตัวของท่านเอง เมื่อท่านเดินทางไปถึงภูเวียง พวกชาวบ้านที่บนภูเวียงก็ดีใจมากที่มีพระกัมมัฏฐานขึ้นมาโปรดถึงที่ พวกชาวบ้านได้ช่วยกันจัดหาที่พักให้และหาน้ำมาถวาย ตกกลางคืนก็พากันมาปฏิบัติธรรมฟังเทศน์และฝึกสมาธิทุกวันมิได้ขาด และได้เล่าให้ท่านพระอาจารย์ท่อนฟังว่า ดินแดนในแถวภูเวียงนี้เป็นดินแดนของชาวเมืองลับแล และได้มีเด็กในหมู่บ้านนี้อายุได้ 7 ขวบ ไปเดินเล่นที่ชายป่าและถูกชาวบ้านเมืองลับแลชักชวนให้ไปเที่ยวเล่นด้วย ซึ่งเด็กคนนี้ก็ตอบตกลงที่จะไปเที่ยวด้วยกันกับชาวเมืองลับแล และได้หายไปนานถึง 13 วัน แม้พวกผู้ใหญ่ในหมู่บ้านจะพากันค้นหายังไงก็ไม่สามารถที่จะพบได้ จนคิดว่าเสือที่มีอยู่อย่างชุกชุมคงจะคาบไปกินเสียแล้ว แต่พอครบกำหนดชาวเมืองลับแลก็ได้พาเด็กคนนี้มาส่งยังหมู่บ้านตามเดิม เด็กน้อยคนนั้นกลับมาอย่างปลอดภัยและยังเล่าเรื่องแปลกประหลาดที่ตนเองได้ไปประสบพบเจอมาด้วย

 

ในขณะที่กำลังวิ่งเล่นอยู่นั้นมีคนออกจากป่าแต่งตัวเหมือนชาวบ้านธรรมดาได้เข้ามาทักทาย แล้วพวกเขาก็เอ่ยปากชักชวนให้ไปเที่ยวด้วยกันที่หมู่บ้านของพวกเขา เด็กน้อยคนนั้นก็ตอบตกลงและเดินตามพวกเขาไป พอเดินไปถึงหมู่บ้านที่พวกเขาอยู่ก็ได้พบกับบ้านเรือนที่ใหญ่โตมโหฬารมากและมีอะไรหลาย ๆ อย่างที่ไม่เหมือนกับบ้านเรา แล้วก็ได้รับการต้อนรับอย่างดีจากผู้ใหญ่ซึ่งใจดีทุกคน พอตกกลางคืนก็มีแมวตัวใหญ่ ๆ มานอนกกให้ความอบอุ่นเหมือนเป็นลูกของมัน พอรู้สึกหิวแมวใหญ่นั้นก็ได้ไปหาอาหารมาให้กิน กินอิ่มแล้วก็เที่ยววิ่งเล่นอย่างสนุกสนาน ขณะที่วิ่งเล่นก็ได้เห็นอาหารการกินของพวกชาวเมืองลับแลแล้วรู้สึกว่าอุดมสมบูรณ์มากกว่าที่หมู่บ้านเราเสียอีก หลังจากเที่ยวเล่นและพักผ่อนอยู่กับพวกเขาได้สิบกว่าวันจึงรู้สึกเบือและคิดถึงบ้านมาก พวกชาวเมืองลับแลจึงได้พามาส่งถึงที่หมู่บ้าน และเด็กน้อยนั้นก็ได้ชี้ทางที่ถูกนำพาไปและทางที่นำมาส่งซึ่งก็ปรากฏว่าอยู่ใกล้ ๆ กันกับหมู่บ้านนี่เอง

 

แต่พอพวกผู้ใหญ่ได้พากันไปสำรวจดูก็ต้องแปลกใจที่ไม่สามารถจะค้นหาช่องทางที่จะผ่านเข้าไปในเมืองลับแลได้เลย และก็ไม่เห็นมีอะไรที่ผิดปกติ มีแต่ป่าและต้นไม้ธรรมดาเหมือนต้นไม้ทั่วไป แต่ที่เด็กบอกว่าแมวตัวใหญ่นั้นพวกคนในหมู่บ้านคิดว่าน่าจะเป็นเสือโคร่งมากกว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นช่วงระหว่างปี พ.ศ 2494 ที่คณะของท่านอาจารย์ท่อนได้เดินธุดงค์ที่ภูเวียงและได้รับการบอกเล่าจากพวกชาวบ้าน ซึ่งยืนยันว่าเป็นเรื่องจริงเด็กน้อยคนนั้นก็ได้โตเป็นผู้ใหญ่มีครอบครัวไปแล้วแต่ก็ยังคงจดจำเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นได้อย่างแม่นยำมาก

 

และในภายหลังท่านพระอาจารย์ท่อนเองก็ได้มีโอกาสพบปะชาวเมืองลับแลโดยบังเอิญ เมื่อท่านเดินธุดงค์ผ่านลงมาจากภูเวียงได้เดินเข้าไปในเขตเมืองลับแลโดยที่ไม่รู้ตัว และก็ได้พบปะพูดคุยกับชาวบ้านในเมืองลับแลนี้ ซึ่งพวกเขาทุกคนล้วนแต่เป็นคนจิตใจดี ชอบฟังธรรม ชอบการทำบุญทำทานมาก ส่วนวิถีชีวิตของชาวเมืองลับแลนี้ก็เหมือนกับชาวบ้านป่าโดยทั่วไป คือมีการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ แต่ปรากฏว่าพวกชาวเมืองลับแลไม่ได้ฆ่าสัตว์ที่เลี้ยงไว้เพื่อการบริโภคเนื้อเลยแต่เป็นการเลี้ยงไว้เฉย ๆ เหมือนเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความสัมพันธ์เป็นส่วนหนึ่งของสังคมของพวกเขา และพืชผักผลไม้มีความอุดมสมบูรณ์มีลักษณะอวบอ้วนใหญ่โตกว่าพืชผักผลไม้ของชาวบ้านทั่วๆ ไปด้วย

 

การแต่งตัวก็คล้ายและใกล้เคียงกับชาวบ้านปกติมากและข้าว-น้ำที่นำมาถวายพระก็ดูมีสันสวยงามแปลกตาไปจากความจริง และมีกลิ่นหอมแปลกประหลาดแต่ก็สามารถที่จะขบฉันได้ตามปกติเหมือนข้าวปลาอาหารที่คนทั่วไปปรุงมาถวาย ท่านได้รับการนิมนต์ให้พักอยู่เพื่อโปรดพวกเขานาน ๆ แต่ก็เป็นเหตุสุดวิสัยที่จะต้องเดินทางต่อไป ท่านพระอาจารย์ท่อนจึงอยู่โปรดได้เพียงคืนเดียวแล้วก็กลับออกมาโดยมีชาวเมืองลับแลเดินมาส่งที่ปากทางเข้าหมู่บ้าน และเมื่อออกมาพ้นเขตเมืองลับแลแล้ว เมื่อท่านมองย้อนกลับไปก็ไม่สามารถที่จะมองหาทางเข้าได้อีกเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจเป็นอย่างมาก และนี่ก็เป็นประสบการณ์แปลกประหลาดครั้งหนึ่งของพระป่านักปฏิบัติธรรมกัมมัฏฐาน ที่ท่านต้องเผชิญกับเรื่องราวแปลกประหลาดนานาประการล้วนเป็นเรื่องที่นอกเหตุเหนือผลเกินกว่าที่จะหาคำตอบได้

 

Cr…หนังสือลับแล เมืองอาถรรพณ์