นิทานเรื่อง…จระเข้โง่แต่อวดฉลาด

 

ณ กาลครั้งหนึ่ง  มีจระเข้สองตัวผัวเมียอาศัยในลำน้ำใหญ่  สัตว์สองตัวนี้อยู่กันมาช้านาน อยู่มาวันหนึ่งนางจระเข้ได้รู้สึกว่าตนได้ตั้งท้องจึงนำเรื่องมาเล่าให้จระเข้ผู้เป็นสามีฟัง  ทั้งคู่ปิติเป็นอย่างยิ่งเพราะมีความต้องการได้ลูกมานานแล้ว จระเข้ตัวผู้เฝ้าประคบประหงมเอาใจเมียท้องอยู่ไม่ขาด  ไม่ว่านางอยากกินสัตว์น้ำอะไรก็จะสรรหามาให้

 

เวลาผ่านไปย่างเข้าระยะที่นางจระเข้ท้องแก่  ในวันหนึ่งขณะที่จระเข้ทั้งสองว่ายน้ำคลอเคลียกันอยู่นั้น  บังเอิญสายตาของนางจระเข้ท้องแก่ก็เหลือบไปเห็นฝูงวานรที่พากันออกมาหากินอยู่ตามริมน้ำ  วานรน้อยใหญ่บ้างก็ไต่อยู่ตามต้นกล้วยหรือต้นไม้ใหญ่ บ้างก็ลงมาดื่มน้ำอยู่ตามริมชายฝั่ง

 

ฉับพลันที่เห็นฝูงวานรนั้นนางจระเข้ก็เกิดอารมณ์อยากจะกินหัวใจของวานรทันที  จึงเอ่ยกับจระเข้ผัวว่า

 

“พี่จ๋า  ฉันอยากกินหัวใจวานรเจ้าจ๋อเหลือเกิน  มันอยากจนลืมทุกสิ่งทุกอย่างไปเลย”
“น้องเอ๋ย  ทำไมเจ้าถึงอยากกินอะไรที่พิสดารอย่างนี้  ปกติหากเป็นสัตว์น้ำด้วยกันแล้ว  เจ้าอยากกินอะไรพี่ก็จะดั้นด้นหามา
ให้  แต่คราวนี้แพ้ท้องเจ้าอยากกินหัวใจวานรซึ่งเป็นสัตว์บก  แถมยังคล่องแคล่วว่องไวอีก  สงสัยพี่จะนำหัวใจวานรมาให้เจ้าไม่ได้เสียแล้ว  เจ้าลองหาอย่างอื่นกินแก้แพ้ท้องดีกว่า”

 

จระเข้ผู้เป็นผัวเอ่ยปากกับเมียรัก  แต่ในใจนั้นยังครุ่นคิดถึงแผนการอุบายต่างๆ  ที่จะนำหัวใจวานรมาให้ได้  นิ่งเงียบไปได้สักครู่ก็คิดอุบายขึ้นได้  จึงเอ่ยปากปรึกษากับเมียรัก  ซึ่งเมียท้องแก่ก็เห็นดีในอุบายดีด้วย  และรีบให้ผัวดำเนินการตามแผนการทันที แผนการของจระเข้ผู้รักเมียมีอยู่ว่า  ตนจะทำทีไปชักชวนวานรที่เห็นแก่กินสักตัวหนึ่งให้ไปชิมผลไม้นานาชนิดที่อยู่ฝั่งตรงข้าม  โดยตัวจระเข้จะรับอาสาเป็นพาหนะนำวานรข้ามสายน้ำไปเอง  และเมื่อว่ายออกมาห่างจากฝั่งก็จะจัดการกับวานรตัวนั้น  แล้วนำหัวใจไปให้เมียกิน

 

 

สองจระเข้ผัวเมียมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าวานรจะต้องคล้อยตามอุบายนี้เป็นแน่นอน  เพราะชายฝั่งที่เหล่าวานรมาหากินอยู่ทุกวันมีแต่เพียงกล้วยป่าที่มีเมล็ดมาก  และรสชาติก็แสนจะฝาด  ครั้นจะไปหากินที่อื่นก็ไกลเกินกำลังจึงต้องจำทนกินกล้วยป่าไป เมื่อตกลงตามแผนการแล้วจระเข้ตัวผู้ก็ว่ายปรี่เข้าไปหาวานรตัวหนึ่งซึ่งกำลังเด็ดผลกล้วยอยู่ริมฝั่ง  จากนั้นจึงเริ่มใช้วาทะจูงใจวานรตัวนั้น ตามแผนการอยู่ชั่วครู่  เจ้าวานรก็กระโดดลงหลังให้จระเข้พาว่ายออกจากฝั่งไป  ฝ่ายจระเข้ตัวเมียที่ท้องแก่เมื่อเห็นก็ดีใจเป็นล้นพ้นกระหยิ่มยิ้มย่องว่าอีกไม่นานคงได้กินหัวในลิงแก้อาการแพ้ท้องเป็นแน่

 

 

จระเข้พาลิงว่ายน้ำห่างออกจากฝั่งไปเรื่อยๆ  และเมื่อว่ายมาถึงกลางลำน้ำก็ดำลงน้ำทันทีฝ่ายวานรที่นั่งอยู่บนหลังก็ร้องเจี๊ยกๆ  เอะอะโวยวายต่อว่าจระเข้

 

”จะฆ่ากันหรืออย่างไร  ทำไมอยู่ๆ  ก็ดำลงน้ำเช่นนี้  ข้าตกใจหมดเลย”
“ฮ่า…ฮ๋าเจ้าจ๋อเอ๋ยใครหรอใครกันที่กล่าวไว้ว่าเจ้าเป็นสัตว์สมองไวปัญญาดี  แต่นี่ทำไมถึงไม่ทันลูกไม้ของข้า  ข้าจะบอกให้เอาบุญเจ้าจะได้จากโลกนี้ไปอย่างไม่ตะขวิดตะขวงใจ  ที่ข้าพาเจ้ามานี่นะไม่ได้พาไปหาผลไม้ดีๆ  อร่อยๆ  กินหรอก  ข้าจะพาเจ้ามาควักหัวใจต่างหาก  เพราะเมียรักของข้าแพ้ท้องอยากกินหัวใจลิง  รู้ความจริงแล้วก็เตรียมตัว  มามะ…มาให้ข้าควักหัวใจเสียโดยดี” จระเข้กล่าวกับวานร

 

ผ่ายวานรนั้นเมื่องล่วงรู้ความจริง  ก็รีบรวบรวมสติคิดหาหนทางเอาชีวิตรอด

 

“ท่านกึมภีล์  สงสัยที่ท่านอุตสาห์ออกอุบายพาข้ามาควักหัวใจถึงกลางลำน้ำ  เพื่อเอาไปให้เมียท้องแก่กินนั้น  จะเสียเที่ยวเสียแล้ว…ช่างไม่รู้อะไรเสียเลย  พวกข้านะเป็นสัตว์ที่ซุกซนไปไหนมาไหนต้องกระโจนกระโดดซึ่งหากนำหัวใจไปด้วยคงต้องกระทบกระเทือนแน่”
“ข้าและเหล่าวานรจึงถอดหัวใจเอาไว้ที่ต้นมะเดื่อชายฝั่งด้านใต้โน้น  เจ้าเคยว่ายน้ำผ่านไปแล้วเคยเห็นไหมล่ะ  เป็นพวงแดงๆ  นั่นน่ะ  เราว่าเจ้าพาเราเข้าฝั่งดีกว่าจะได้ไปเอาหัวใจที่แขวนไว้ที่ต้นมะเดื่อจะดีกว่า  หากมิฉะนั้นเจ้าคงกลับไปมือเปล่าไม่ได้หัวใจของข้าไปให้เมียท้องแก่ของจ้าแน่”

 

จระเข้ปัญญาทึบซึ่งไร้ปฏิภาณกไหวหวิบและการสังเกตในสิ่งรอบตัวได้เชื่อคำพูดของวานรในทันที  และรีบว่ายน้ำเปลี่ยนทิศทางกลับไปทางต้นมะเดื่อชายฝั่งที่รับวานรขึ้นมา

 

ครั้นพอถึงใกล้ฝั่ง  วานรผู้มีปัญญาได้รีบกระโจนจากหลังจระเข้ขั้นฝั่งอย่างรวดเร็ว  จากนั้นจึงหันมาพูดกับจระเข้ที่หวังว่าจะได้หัวใจวานรไปฝากเมียนั้นว่า

 

“เจ้าคงคิดว่าข้าเป็นวานรที่โง่เง่าสินะ  ที่จะมาลวงหลอกมไปกินผลไม้ฝั่งโน้น  แล้วจะควักหัวใจของข้าไปให้เมียรักที่กำลังท้องแก้  ข้าน่ะรู้ทันเจ้านะแต่มิได้แสดงอาการกระโตกกระตาก  รู้ไว้ซะด้วยเถิดตอนนี้เจ้านั่นแหละที่ถูกข้าลวงหลอกเอาแล้ว  คำว่าโง่เง่าคงเหมาะกับเจ้ามากกว่า  เพราะหัวใจของข้ามิได้อยู่ที่ต้นมะเดื่อนี้หรอกแท้จริงแล้วอยู่ในกายของข้านั่นแหละ”
“เจ้าเตรียมตัวรับมือรับอารมณ์พิโรธของเมียท้องแก่ได้เลยเพราะกลับไปมือเปล่า  แล้วอย่าคิดอุบายที่เกิดจากปัญญาทื่อๆ  เช่นนี้ไปหลอกล่อลิงตัวอื่นๆ  อีกล่ะ  จะเสียเวลาเปล่า”
และก็เป็นดังวานรพูดไว้  เมื่อเจ้าจระเข้ผัวกลับไปหาเมียท้องแก่มือเปล่าก็ต้องรับมือกับอารมณ์  และทนฟังวาจาหยาบคายอยู่หลายวัน

 

 

…มีคำกล่าวถึงข้อแตกต่างของคนโง่เขล่า  และคนฉลาดไว้ว่า
“คนฉลาดนั้นรู้ว่าเขาควรจะพูดอะไร  ส่วนคนโง่เขล่านั้นมักจะพูดว่าเขารู้อะไร”

 

Cr…นิทานชาดก