ตำนาน…กระโหลกแม่นาค

 

หน้าผากแม่นาคพระโขนงนั้นตกทอดเป็นลำดับจากสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) มาถึงหม่อมเจ้าพระพุทธปาธปิลันทร์ และหลวงพ่อพริ้งเล่ากันสืบมาว่า สมัยนั้นแม่นาคอาละวาดผู้คน ชาวบ้าน พระ เณรแถบย่านคุ้งน้ำพระโขนงจนได้รับความเดือดร้อน สมเด็จโตจึงต้องเดินทางไปปราบด้วยพุทธคุณ เจาะกะโหลกแม่นาค ขนาดความกว้างประมาณนิ้วครึ่งถึง 2 นิ้ว ยาว 4 นิ้ว (โดยประมาณ) มาขัดมัน ลงอักขระปิดทองและติดย่ามไปไหนด้วยเสมอ

 

 แม้ว่าแม่นาคจะซาบซึ้งในรสธรรม แต่ก็ยังคงมีนิสัยชอบหยอกล้อสามเณรอยู่เหมือนเดิม ม.ร.ว.เจริญ อิศรางกูร ณ อยุธยา เมื่อครั้นที่มาบวชเป็นสามเณรที่วัดระฆัง ก็โดนการหยอกล้อจนสมเด็จโตต้องล้วงกะโหลกแม่นาคออกจากย่ามแล้วบอกว่า โยมนาคอย่าไปกวนสามเณรเลย เมื่อกะโหลกแม่นาคตกทอดมาถึงพระพุทธปาธปิลันทร์ก็มีการกล่าวตักเตือนกันอีก

 

หลังจากที่หลวงพ่อพริ้งส่งมอบกะโหลกแม่นาคให้กรมหลวงชุมพรฯ พระองค์ท่านทรงเอามาเจาะรูทำเป็นปั้นเหน่งรัดบั้นพระองค์ติดตัวไปด้วยเสมอ เมื่อประทับอยู่ในตำหนักจะใส่พานวางไว้ที่ห้องพระ และทรงบอกเล่าให้หม่อมทุกคนได้ฟังเพื่อให้รับรู้ถึงความสำคัญ กระนั้นแม่นาคก็เคยปรากฏกลิ่นถึง 2 ครั้งที่ตำหนักนางเลิ้ง หม่อมแจ่ม หรือหม่อมองค์น้อยนั้นเป็นคนกล้าหาญ ไม่ค่อยเกรงกลัวใคร นอกเหนือจากเสด็จในกรมฯเท่านั้น วันหนึ่งเพื่อนๆของหม่อมได้แวะมาเยี่ยมเยือน

 

การสนทนาวันนั้นได้วกเข้าหาเรื่องแม่นาค จนเกิดการท้ากันว่า หากหม่อมไม่กลัวก็ให้เดินเข้าห้องพระ เมื่อหม่อมแจ่มเดินเข้าห้องพระ ปรากฏว่ามีกลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้งไปหมดจนต้องเผ่นหนีออกมาจากห้องพระ เสด็จในกรมฯตรัสว่า.. คนที่แม่นาคไม่พอใจจะเห็นร่างของแม่นาคในแบบที่น่ากลัว มีกลิ่นเหม็น ดังนั้นจึงไม่ควรไปท้าเขา กลัวหรือไม่กลัวก็เฉยๆ ซะ ส่วนคนที่แม่นาคพอใจจะมาหยอกล้อด้วยแบบที่สวยงาม กลิ่นหอมชื่นใจ อีกคราวหนึ่ง ขณะกำลังเสวยพระกระยาหารอยู่นั้น พระองค์ได้ตรัสกับบรรดาหม่อมทั้งหลายว่า.. ใครอยากจะคุยกับแม่นาคก็ได้ หม่อมแจ่มอีกนั่นแหละที่ขอทดสอบ เสด็จในกรมฯ จึงส่งหน้าผากแม่นาคให้ เมื่อถึงเวลาเข้านอน..

 

หม่อมแจ่มได้อธิษฐานขอให้แม่นาคมาอย่างงดงาม สักครู่ใหญ่ๆจึงได้กลิ่นเหม็นไหม้ยิ่งนานก็ยิ่งอบอวลหนักขึ้น หม่อมแจ่มจึงรีบนำเอากะโหลกหน้าผากแม่นากไปคืนเสด็จฯทันที พร้อมกับทูลถึงเรื่องที่เจอมา พระองค์ทรงพระสรวลและตรัสว่า.. รออีกสักประเดี๋ยวก็เห็นแล้ว หลังจากนั้นไม่มีใครกล้าลองของอีกกระทั่งวันหนึ่ง ระหว่างอยู่ที่โต๊ะเสวย เสด็จในกรมฯได้ตรัสว่า.. แม่นาคเขาลาไปเกิดแล้ว เมื่อสิ้นเสด็จในกรมฯ สมบัติชิ้นนี้ได้ตกทอดอยู่ในการดูแลของ..นายเทียบ อุทัยเวช น้องชายของหม่อมแจ่ม ซึ่งเป็นมหาดเล็กคู่พระทัย ในตำแหน่งพลทหารเรือ ฝ่ายเสนารักษ์

 

หลังออกจากราชการ ได้ทำหน้าที่ดูแลศาลเสด็จในกรมฯเชิงสะพานเทวกรรม นางเลิ้ง ซึ่งอยู่ฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของตำหนัก ปั้นเหน่งแม่นากเคยเก็บไว้ที่ศาลแห่งนี้จนเมื่อมีการตัดถนน จึงได้โยกย้ายศาลดังกล่าวไปที่วัดโพธิ์ ปรากฏต่อมาว่า.. ของชิ้นนี้สูญหายไปเนื่องจากเสด็จในกรมฯ มีพระอาจารย์หลายท่าน ดังนั้นจึงเชื่อกันว่าวิชาของท่านที่ร่ำเรียนมานั้นน่าจะมากกว่านี้ นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเรื่องราวทางไสยเวทของกรมหลวงชุมพรฯ ที่มีการบันทึกไว้เป็นเกร็ดโดย หม่อมเจ้าเริงจิตรแจรง พระธิดาของเสด็จในกรมฯ เท่านั้น

 

กระโหลกหน้าผาก เสด็จในกรมฯไม่ได้มีเพียงอันเดียว แต่อาจมีถึง 3 หรือมากกว่านั้น เสด็จในกรมฯ มีกระโหลกของคนตายโหงและอาจมีหลายคน ตัวอย่างเช่นของ นายเลียบ และ นาย บุญเพ็ง หีบเหล็ก ชึ่งถูกประหารชีวิตโดยการตัดคอ ในข้อหาฆ่าคนตายโดยเอาศพที่ฆ่าใส่หีบเหล็กแล้วโยนลงน้ำ… เสด็จในกรมฯ พาท่านหญิงจารุพัตรฯ ไปดูการประหารในครั้งนั้นด้วย ที่วัดภาษีย่านพระโขนง-เอกมัย ตั้งแต่เช้ามืดระยะห่างจากการยืนดูการประหารใกล้มากขนาดว่าศีรษะอาจหล่นใส่เท้าได้ การประหารไม่ได้ปิดตานายบุญเพ็ง ก่อนที่จะประหารเด็กได้เข้าไปยืนดูใกล้ๆ นายบุญเพ็ง ยังล้อกับเด็กว่าเดียวเลือดก็กระเด็นใส่เอาหรอกด้วยช้ำ

 

ตอนประหารนายเลียบเป็นไปแบบธรรมดาแต่นายบุญเพ็ง หีบเหล็ก ต้องฟันถึง 2 ครั้ง เสด็จในกรมฯ ได้บอกว่า นายบุญเพ็งทำกรรมไว้เยอะ เลยต้องทรมาน การฝังนักโทษในสมัยนั้นจะแยกฝังตัวไว้ 1 ที่ ส่วนหัวจะเสียบประจาน จนต่อมามาอยู่ที่วังนางเลิ้งได้ยังไงไม่ทราบ จากคำบอกเล่าของ ท่านหญิงเริงจิตรแจรงฯ ที่บันทึกไว้ตอนอายุ 50 ปี

 

Cr…http://www.baanjompra.com